ทำไมต้องเรียนที่จีน

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2013 เวลา 14:11 น. Manager
พิมพ์

ขอบขอบคุณบทความจาก

หนังสือคู่มือการศึกษาต่อประเทศจีน

_________________________________________________________________________________________________________________________________

alt

 

                   ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษานานาชาติที่ทุกชาติทุกภาษาใช้ติดต่อสื่อสาร แต่นอกจากภาษาอังกฤษแล้วภาษาที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก ไม่มีใครปฏิเสธว่าหนึ่งในนั้นคือ ภาษาจีนกลาง ทั้งนี้จากการที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ติดอันดับโลกมาหลายปีและมีเศรษฐกิจติดอันดับสองของโลก  จากประเทศที่มาอารยธรรมมากกว่า 5,000 ปี จากประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขนาดส่งยานอวกาศไปโคจรนอกโลก ถึงขนาดเป็นโลกงานของโลกที่ผลิตสินค้าทุกประเภท จากประเทศที่เป็นอู่วัฒนธรรมหลักของโลกแห่งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คงจะพอสนับสนุนการเรียนต่อที่จีน สำหรับหลายคนที่สนใจจะเรียนต่อที่จีน สำหรับหลายคนที่สนใจจะเรียนต่อที่จีน คงจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่าทำไมถึงเลือกที่จีนคราวนี้เราลองมาดูว่า เหตุผลที่นักศึกษาตัดสินใจไปเรียนที่จีนมีอะไรบ้าง

 

alt

 

                   ประเทศจีนเปรียบเสมือนมังกรที่เคยหลับใหลในซีกโลกตะวันออกเนื่องจากจีนเคยครองความรุ่งเรือง ส่งเรือไปติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เปิดเส้นทางสายไหมกับตะวันออกกลางและยุโรป จนกระทั่งถึงยุคตกต่ำในทศวรรษที่ 20 จากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก จนมาช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อมีการเปิดประเทศ ประเทศจีบประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แทบทุกด้าน เริ่มจากด้านเศรษฐกิจ ประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมนานาชาติหรือที่เรียกว่า GDP เป็นอันดับสองของโลก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก และยังเป็นเจ้าหนี้ลำดับต้นๆของโลก การเป็นสมาชิกที่สำคัญขององค์การระหว่างประเทศ เช่น กลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจรวดเร็ว (BRICS) อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้, กลุ่มประเทศ G20,APEC, Asean+3, WTO ด้านการเมือง ประเทศจีนถือว่าเป็นประเทศสังคมนิยมที่มั่นคงที่สุดประเทศหนึ่ง ด้านสังคม ประเทศจีนได้ยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุข การศึกษาและคุณภาพชีวิตเพื่อให้คนจีนมีมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้นนอกจากนี้ประเทศจีนยังได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในด้านต่างๆ เช่น การเป็นเจ้าภาพ พร้อมเป็นเจ้าเหรียญทองในโอลิมปิกปี 2008 การเป็นเจ้าภาพและเจ้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกม การจัดงานเอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้และงานระดับนานาชาติอื่นๆ โดนประเทศจีนสมัยใหม่ได้เปิดแระเทศเพื่อต้อนรับอาคันตุกะจากประเทศต่างๆทั่วโลก ให้เข้ามาศึกษา ลงทุน และเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆของประเทศจีน

 

alt

 

หลายคนคงเคยได้ยินการค้นพบมนุษย์ปักกิ่งซึ่งมีอายุราว 690,000 ปี นอกจากนี้ยังมีอารยธรรมจีนยังสามารถสืบค้นมายาวนานกว่า 5,000 ปี ซึ่งจัดเป็น 1 ใน 4 ของอารยธรรมที่มีการค้นพบบนโลกใบนี้ ได้แก่ อียิปต์ อินเดียและบาบีโลน สิ่งนี้บ่งชี้ถึงวิวัฒนาการอันยาวนานของประเทศที่เป็นต้นกำเนิดแหล่งอารยธรรมของโลก ดังจะเห็นได้จากการที่องค์การ UNESCO ยังได้ประกาศให้ประเทศจีนมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมมากกว่า 30 แห่งทั่วประเทศจีน และภาษาจีนยังถูกยกให้เป็น 1 ใน 6 ภาษา ที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ มีผู้ใช้ภาษาจีนทั่วโลกถึง 1 ใน 5 ของประชากรโลกและมีวิวัฒนการ  5,000 – 6,000 ปีมาแล้ว

 

 ประเทศจีนถือเป็นแหล่งรวมนักปราชญ์ที่สำคัญและมีอิทธิพลทางความคิดของโลก  นักปราชญ์ที่สำคัญ  ได้แก่ ขงจื้อ เล่าจื้อแห่งลัทธิเต๋า  นักปราชญ์เหล่านี้ได้มีอิทธิพลต่อการปกครองประเทศ  การดำเนินชีวิตของคนจีนและถูกถ่ายทอดไปสู่ประเทศต่างๆ โดยรอบ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น  โดยเฉพาะคำสอนของนักปราชญ์เหล่านี้  ได้นำมาหลอมรวมเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ก่อให้เกิดวัฒนธรรมจีนจนถึง ปัจจุบัน

 

                ทางด้านวรรณคดีของจีน  ก็ปรากฏวรรณกรรมโบราณของจีน 4 เรื่องคลาสสิคทีใครได้ยินได้ฟังต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวถึงความยิ่งใหญ่  ละเมียดละไมของการใช้ภาษา  ความลุ่มลึกของสำนวนโวหาร  จนได้รับการตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา วรรณกรรม 4 เรื่องดังกล่าว ได้แก่ สามก๊ก  ความรักในหอแดง  ไซอิ๋ว และวีรบุรุษเขาเหลียงซาน  ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ สะท้อนถึงวัฒนธรรมโบราณ  สมัยราชววงศ์หมิง  และราชวงศ์ชิง และยังมีแหล่งวัฒนธรรมโบราณ 8 แห่งที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Sichuan, Guangdong, Jiangsu, Shandong, Fujian, Zhejiang, Anhui, และ Hunan

 

 alt

 

 

                ถ้าน้องๆ ได้ใช้กระดาษจดสิ่งต่างๆ ใช้เข้มทิศเดินทางไปจุดหมายที่ต้องการ หรือแม้กระทั่งบั้งไฟที่เราจุดเพื่อใช้ในประเพณีบุญบั้งไฟซึ่งมาจากดินปืน  สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ถูกคิดค้นโดยคนจีนและถูกนำมาพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมหลายอย่าง ในด้านของวิวัฒนาการทางการแพทย์ ประเทศจีนก็ได้สืบทอดการรักษาและวิทยาการที่ถูกถ่ายทอดออกมาในหลากหลายรูปแบบและวิทยาการเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นในโลกตะวันตก  การรักษาแบบจีน เช่น  การฝังเข็ม การจับเส้น การใช้ยาสมุนไพรจีน  ไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาแต่ยังมีคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ของโลกในตะวันตกในด้านงานโยธาธิการ  จีนได้ถ่ายทอดวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สู่สายตาโลก เช่น  กำแพงเมืองจีนอันเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  พระราชวังต้องห้าม สุสานกษัตริย์จิ๋นซี  พระใหญ่เล่อซาน รวมถึงวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงถึงความเจริญก้าวหน้าด้านการก่อสร้างและศิลปวัฒนธรรมชนชาติจีนมาเป็นพันๆ ปี

 

alt

 

 

                การศึกษาถือป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศจีนโดยทางจีนให้สำคัญด้านการศึกษาตั้งแต่สมัยขงจื้อ  และสิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการศึกษาในปัจจุบัน  ประเทศจีนมีการนำการคัดเลือกคนที่เรียนเก่งหรือที่เรียกว่าการสอบจอหงวนมาตั้งแต่ราชวงศ์ถังระบบการศึกษาจีนตั้งแต่เปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย  ประชาชนจีนได้แบ่งการศึกษาเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา  และการศึกษาขั้นสูง รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรความชำนาญทางวิชาชีพ  เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต  นับตั้งแต่เปิดประเทศ  รัฐบาลได้มุ่งเน้นต่อการศึกษาและการพัฒนาอาจารย์ในระบบการศึกษาเป็นภารกิจแรกๆ โดยมีเป้าหมายให้ส่งผลต่อการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ภาคส่วน

 

 alt

 

 

                สมัยก่อนบางคนอาจจะเห็นภาพประเทศจีนล้าหลัง  คนยากจน  ไม่พัฒนา แต่ในช่วง 20-30 ปี มานี้เรื่องราวความสำเร็จของประเทศจีนแทบทุกด้านหลั่งไหลมาสู่ถนนที่มุ่งสู่ประเทศจีน หลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไมประเทศหนึ่งๆ จะสามารถพัฒนาประเทศไปในทุกๆ ด้านกุญแจความสำเร็จนี้มีรากฐานมาจากสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังคำกล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังคำกล่าวที่ว่า จะพัฒนาชาติ ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของจีน

 

                ในปี 1970  จีนเริ่มมีการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรเป็นครั้งแรก

 

               ในปี 1983 จีนประกาศความสำเร็จในการสร้างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ Yinhe

 

               ในปี 1987 การได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยซุปเปอร์คอนดักเตอร์ของโลก

 

               ในปี 1988 การประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องเร่งอนุภาคซึ่งเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ (Human Genome)

 

               ในปี 1999 จีนส่งยานอวกาศเซินโจวโคจรรอบโลกสำเร็จเป็นประเทศที่สามในโลกรองจาก รัสเซียและสหรัฐอเมริกา

 

                 ในปี 2003 มีการส่งมนุษย์คนแรกของจีนไปอวกาศโดย Yang Liwei  ถือเป็นคนจีนคนแรกที่โคจรรอบโลก  และจีนยังมีแผนส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์อีกด้วย

 

นอกจากนี้  ยังมีสิ่งก่อสร้างและสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น  รถไฟความเร็วสูง เรือบรรทุกเครื่องบิน  สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของจีนอย่างไม่หยุดยั้ง

 

alt

 

ไม่ว่าเราจะนึกถึงลานสกีที่ปกคลุมด้วยหิมะที่ฮาร์บิน ชายหาดทรายขาวที่ไหหลำ ทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตาที่ลูกหลานเจงกิสข่านอาศัยในมองโกเลียใน อุทยานสระห้าสีที่อุทยานจิ่วไจโกว อุทยานภูเขาหวงหลง กำแพงเมืองจีน หรือแม้กระทั่งแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยในเชี่ยงไฮ้  ทั้งหมดนี้สามารถพบได้ที่ประเทศจีน เพราะประเทศจีน  มีพื้นที่ใหญ่อันดับสาม ครอบคลุมภูมิอากาศตั้งแต่หนาวเย็นจนถึงอุ่นสบาย  นอกจากนี้ประเทศจีนอันกว้างใหญ่ยังมีสายน้ำหลักคือ แม่น้ำแยงซีและ ฮวงโหไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดสรรพสิ่ง  แต่ยังรังสรรค์วิวทิวทัศน์อันหาที่สุดมิได้  นักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันหลากหลาย  อีกทั้งยั้งมีชนเผ่ากว่า 56 เผ่าที่ได้สร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นแบบฉบับของตนเองรอให้ทุกๆคนร่วมค้นหาและเก็บประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม

  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญในการเรียนต่อประเทศจีน  เพราะไม่เพียงแต่ศึกษาด้านวิชาการ แต่เราสามารถเรียนรู้ถึงความเจริญก้าวหน้า หลักคิดและวิถีชีวิตของประเทศที่เป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกอย่างประเทศจีน

alt

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2013 เวลา 16:40 น.